แปลจากภาษาญี่ปุ่น 『山月記』 โดยนากาจิมา อัตสึชิ ดูต้นฉบับได้ที่ 青空文庫

หลี่เจิงจากหล่งชีปราดเปรื่องรอบรู้ ณ ปีสุดท้ายแห่งศักราชเทียนป่าวชื่อของเขาขึ้นกระดานพยัคฆ์เพราะสอบผ่านเป็นขุนนางทั้งยังเยาว์ ต่อมาได้รับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในเจียงหนาน แต่เขามีนิสัยไม่ไว้ใจใครและมั่นใจในตนเองอย่างยิ่ง จึงไม่พอใจกับการเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่าง เขาออกจากตำแหน่งหลังจากนั้นได้ไม่นาน แล้วก็กลับบ้านเกิดตนที่กว๋อลเว่ ตัดสัมพันธ์กับผู้คน มุ่งมั่นจมกับการแต่งบทกวี เขาตั้งใจจะสร้างชื่อเสียงยืนยาวร้อยปีหลังสิ้นชีพในฐานะกวี ดีกว่าเป็นขุนนางระดับล่างที่คอยคุกเข่าเบื้องหน้าขุนนางระดับสูงผู้ต่ำช้า แต่ชื่อเสียงในฐานะนักเขียนก็ไม่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย นับวันก็ยิ่งใช้ชีวิตลำบาก ในที่สุดหลี่เจิงก็รู้สึกร้อนรน นับแต่ช่วงนี้รูปพรรณของเขาก็ยิ่งน่ากลัว เนื้อหนังผอมแห้งเห็นกระดูก มีเพียงแววตาเท่านั้นที่แหลมคม เค้าหน้าของหนุ่มงามแก้มป่องสมัยที่สอบผ่านเป็นขุนนางหาได้พบไม่ ไม่กี่ปีต่อมาเขาก็ทนความยากจนแร้นแค้นไม่ไหว ยอมอ่อนข้อเพื่อเสื้อผ้าและอาหารให้แก่ลูกเมีย ออกเดินทางไปทางตะวันออกอีกครั้ง เพื่อรับตำแหน่งเป็นขุนนางภูมิภาคหนึ่ง ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นเพราะเขากึ่งหมดหวังกับอาชีพกวีของตนด้วย เพื่อนร่วมรุ่นในสมัยก่อนตอนนี้ได้ขึ้นตำแหน่งเป็นขุนนางระดับสูงกันแล้ว จินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าการที่ต้องคอยรับคำสั่งจากผู้คนที่เมื่อก่อนเขาไม่แยแสคิดว่าหัวทึบนั้นทำให้อัจฉริยะหลี่เจิงเสียศักดิ์ศรีมากเพียงใด เขาไม่มีความสุข และเก็บกดนิสัยผิดประหลาดของตนได้ยากขึ้นทุกที หนึ่งปีให้หลัง ขณะที่ออกเดินทางด้วยหน้าที่และค้างคืนริมน้ำหรู่ ในที่สุดเขาก็คุ้มคลั่ง คืนหนึ่งจู่ ๆ เขาก็เปลี่ยนสีหน้ายืนขึ้นจากเตียงนอน กระโดดลงมาชั้นล่างพลางตะโกนอะไรก็ไม่รู้ แล้วออกวิ่งหายไปในความมืด เขาไม่กลับมาอีก ออกค้นหาในป่าเขารอบ ๆ ก็ไม่พบร่องรอย หลังจากนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าหลี่เจิงเป็นอย่างไรไป

ปีต่อมา ผู้ตรวจการหยวนซานจากแคว้นเฉิน รับคำสั่งไปยังหลิ่งหนาน ระหว่างทางพักค้างแรมที่ชางหยู เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาจะออกเดินทางทั้งฟ้ายังไม่สว่าง เจ้าหน้าที่ที่พักกล่าวว่า ทางต่อจากนี้มีเสือกินคน คนเดินทางผ่านได้เพียงเวลากลางวัน ตอนนี้ยังเช้าตรู่รอสักครู่ดีกว่า แต่หยวนซานมั่นใจเพราะตนเดินทางกับคนจำนวนมาก จึงออกเดินทางขัดกับคำพูดของเจ้าหน้าที่ ขณะที่เขาเดินผ่านทุ่งหญ้าในป่าด้วยแสงจันทร์ยามเช้า ตอนนั้นเองก็มีเสือดุร้ายตัวหนึ่งกระโจนออกมาจากพงหญ้า เสือกำลังจะกระโจนเข้าหาหยวนซาน แต่ทันใดนั้นมันก็กลับตัวกลับไปซ่อนในพงหญ้าเดิม หลังจากนั้นก็มีเสียงคนพึมพำซ้ำไปมาจากในพงหญ้าว่า “เกือบไปแล้ว” หยวนซานจำเสียงนั้นได้ เขานึกออกอย่างกะทันหันแล้วตะโกนออกไปแม้ยังกลัว “เสียงนั้นคือเพื่อนข้า หลี่เจิงไม่ใช่หรือ” หยวนซานเข้ารับราชการเป็นขุนนางในปีเดียวกันกับหลี่เจิง และเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของหลี่เจิงผู้มีเพื่อนน้อย นั่นคงเป็นเพราะนิสัยอ่อนโยนของหยวนซานนั้นไม่ขัดกับนิสัยเข้มงวดของหลี่เจิง

ไม่มีเสียงตอบจากพงหญ้าครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงเบาฟังดูเหมือนเสียงสะอื้น หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงต่ำตอบมาว่า “ใช่แล้ว ข้าคือหลี่เจิงจากหล่งชี”

หยวนซานลืมความกลัว ลงจากม้าเดินเข้าใกล้พงหญ้าทักทายเพื่อนเก่า แล้วถามว่าทำไมไม่ออกมาจากพงหญ้าล่ะ เสียงของหลี่เจิงตอบว่า ตอนนี้ร่างกายของตนกลายเป็นสัตว์ป่า จะแสดงร่างอันน่ารังเกียจนี้ให้เพื่อนเก่าดูได้อย่างไรกัน อีกทั้งหากแสดงร่างให้เห็นแล้ว เจ้าก็ต้องรู้สึกหวาดกลัวและเกลียดชังข้าอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เองข้าได้พบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ ทำให้พลอยรำลึกถึงอดีตจนหลงลืมความอับอาย ได้โปรด ขอเวลาเจ้าสักหน่อย อย่าได้รังเกียจรูปอัปลักษณ์ในตอนนี้ของข้า และพูดคุยกับหลี่เจิงเพื่อนเก่าหน่อยได้ไหม

พอมาคิดทีหลังก็รู้สึกว่าแปลก ตอนนั้นหยวนซานยอมรับเรื่องแปลกเหนือธรรมชาตินี้อย่างตรงไปตรงมาไม่คิดว่ามันผิดปกติแต่อย่างใด เขาสั่งให้ลูกน้องหยุดเดินขบวน แล้วตนก็ไปยืนอยู่ข้างพงหญ้าพูดคุยกับเสียงที่ไม่เห็นตัวเจ้าของ ข่าวคราวจากเมืองหลวง ความเป็นไปมาของเพื่อนเก่า ตำแหน่งหน้าที่ของหยวนซานในตอนนี้ ซึ่งหลี่เจิงกล่าวแสดงความยินดี หลังจากที่พวกเขาสนทนาเรื่องเหล่านี้ด้วยเสียงสำเนียงของสหายผู้สนิทสนมกันในไว้หนุ่ม หยวนซานก็ถามว่าทำไมหลี่เจิงจึงกลายร่างเป็นเช่นนี้ เสียงในพงหญ้าเล่าเรื่องดังต่อไปนี้

ราวหนึ่งปีก่อน ข้าออกเดินทางแล้วพักแรมริมน้ำหรู่ คืนนั้นขณะที่ตนหลับอยู่ จู่ ๆ ก็ตื่นขึ้น ได้ยินเสียงใครเรียกชื่อตน พอออกไปข้างนอกตามเสียงนั้น เสียงก็ยังเรียกตนอย่างไม่หยุดหย่อนจากในความมืด ข้าออกวิ่งตามเสียงไปโดยไม่ได้คิด ขณะที่วิ่งไปอย่างลืมเนื้อลืมตัว เส้นทางก็ลัดเลาะเข้าไปในป่าเขา ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็วิ่งโดยใช้มือทั้งสองข้างจับพื้นโดยไม่รู้ตัว ข้ารู้สึกว่าร่างกายเต็มไปด้วยพลกำลังอะไรบางอย่าง สามารถกระโดดข้ามหินผาได้อย่างง่ายดาย พอรู้ตัวอีกทีก็มีขนงอกออกมาจากปลายมือและข้อศอก เมื่อฟ้าเริ่มสว่างขึ้นแล้วมองดูเงาสะท้อนของตนในแม่น้ำในหุบเขา ร่างของตนก็กลายเป็นเสือแล้ว ทีแรกไม่เชื่อตา ต่อจากนั้นก็คิดว่านี่ต้องเป็นความฝันแน่ ๆ เพราะข้าเคยฝันแล้วรู้ตัวว่าตนอยู่ในฝัน เมื่อต้องเชื่อว่านี่ไม่ใช่ความฝันข้าก็เหม่อลอย แล้วรู้สึกกลัว กลัวจับใจเมื่อคิดว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ทำไมถึงเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ข้าไม่รู้ เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย ชะตากรรมของเราเหล่าสิ่งมีชีวิตคือการทำใจเย็นยอมรับสิ่งที่ถูกผลักไสใส่ตัวโดยไม่รู้เหตุรู้ผล แล้วมีชีวิตต่อไปโดยไม่รู้เหตุผล ทันใดนั้นข้าก็คิดถึงความตาย แต่ตอนนั้นเอง ทันทีที่ข้าเห็นกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้า มนุษย์ในตัวข้าก็หายวับไป เมื่อมนุษย์ในตัวข้าลืมตาตื่นขึ้นอีกที ปากของข้าก็เต็มไปด้วยเลือดกระต่าย และรอบตัวขนกระต่ายก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป นี่เป็นประสบการณ์แรกในฐานะเสือ หลัวจากนั้นข้าทำอะไรมาบ้างไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าให้ใครฟังได้เลย อย่างไรก็ดีในแต่ละวันจะมีเวลาสองสามชั่วโมงที่จิตใจของมนุษย์หวนคืนมา ในเวลานั้นตนสามารถพูดภาษามนุษย์ สามารถใช้ความคิดสลับซับซ้อน สามารถท่องคัมภีร์ได้เหมือนวันเก่า เวลาที่ข้าใช้จิตใจมนุษย์มองดูสิ่งอันเหี้ยมโหดที่ตนทำในฐานะเสือ และมองย้อนดูโชคชะตาของตน เมื่อนั้นเองข้าก็รู้สึกสมเพช หวาดกลัว และโกรธแค้น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปช่วงเวลาที่จิตใจข้ากลับมาเป็นมนุษย์ได้ก็ค่อย ๆ สั้นลงทุกที ในตอนแรกข้ามักคิดสงสัยว่าทำไมตนจึงกลายเป็นเสือได้ แต่พักหลังมานี้กลับคิดว่าทำไมเมื่อก่อนจึงเป็นมนุษย์ นี่เป็นสิ่งที่แสนน่ากลัว อีกไม่นานจิตใจมนุษย์ของตนก็คงจะถูกกลบฝังด้วยกิจวัตรในฐานะสัตว์ป่าจนหายไปอย่างหมดเกลี้ยง ไม่ต่างจากที่รากฐานของราชวังเก่าแก่ค่อย ๆ ถูกดินทรายฝังทับ เมื่อเป็นเช่นนั้น ในที่สุดตนก็จะลืมอดีตของตน เป็นเสือตัวหนึ่งวิ่งวุ่นอย่างบ้าคลั่ง แม้จะพบเจ้ากลางทางเช่นในวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนเก่า และคงกัดกินเจ้าโดยไร้ความสลดใจใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าหรือมนุษย์เดิมทีคงเป็นสิ่งอื่นแน่ ๆ ในตอนแรกก็จำได้ว่าเป็นสิ่งนั้น แต่ค่อย ๆ ลืมไปหมดสิ้น แล้วหลงคิดว่าตนเป็นสิ่งนี้แต่แรกหรือเปล่านะ เอาเถอะ เรื่องนี้ไม่สำคัญ ข้าเกรงว่าหากจิตใจมนุษย์เลือนหายไปหมดจด ข้าก็คงมีความสุขได้ แต่ถึงกระนั้นจิตใจมนุษย์ในตนก็รู้สึกหวาดกลัวสิ่งนี้อย่างที่สุดเลย อา ข้าจะรู้สึกหวาดกลัว โศกเศร้า แร้นแค้นใจเพียงใดกัน หากความทรงจำว่าตนเคยเป็นมนุษย์จะเลือนหายไป! ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกนี้ ไม่มีใครเข้าใจเลย หากไม่ประสบสิ่งเดียวกันกับตน อ้อ ใช่แล้ว มีเรื่องหนึ่งอยากจะไหว้วานเจ้าก่อนที่ข้าจะไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป

หยวนซานและคณะกลั้นลมหายใจฟังเสียงเล่าจากในพงหญ้าอย่างใจจดใจจ่อ เสียงนั้นพูดต่อ

ไม่ใช่เรื่องอื่นใด เดิมทีข้าคิดจะสร้างชื่อเสียงในฐานะกวี แต่โชคชะตากลายมาเป็นเช่นนี้ทั้งที่ยังไม่สมหวัง บทกวีที่ข้าเคยแต่งหลายร้อยบทก็ยังไม่ถูกเผยแพร่ อีกทั้งข้าก็ไม่รู้แล้วว่าบทกวีเหล่านั้นอยู่หนใด อย่างไรก็ตามในบรรดาบทกวีเหล่านั้นยังมีหลายสิบบทที่ข้าท่องจำได้ อยากไหว้วานให้ช่วยบันทึกกวีบทนี้ได้ไหม นี่ไม่ใช่เพราะอยากอ้างว่าตนเป็นกวีชั้นเยี่ยมนะ ไม่ว่าบทกวีจะดีร้ายเพียงใด แต่ข้าจะนอนตายตาหลับไม่ได้ หากสิ่งที่ยึดมั่นมาตลอดชีวิตจนกระทั่งสิ้นเนื้อประดาตัวและจิตใจคุ้มคลั่ง ไม่ได้ถูกส่งทอดต่อให้คนรุ่นหลังเลย

หยวนซานสั่งลูกน้องให้หยิบพู่กันออกมาบันทึกสิ่งที่เสียงในพงหญ้ากล่าว เสียงของหลี่เจิงก้องกังวานออกมาจากพงหญ้าอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน บทกวียาวสั้นรวมสามสิบบท ท่วงทำนองวิจิตรงาม สำนวนโวหารล้ำเยี่ยม เมื่อได้อ่านก็ล้วนพาให้รู้สึกถึงความสามารถเกินธรรมดาของผู้แต่ง แต่แม้ว่าหยวนซานประทับใจ เขาก็รู้สึกเช่นนี้อีกด้วย ความสามารถของผู้แต่งนี้ชั้นเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แต่แค่นี้ยังขาดอะไรบางอย่าง (ที่รู้สึกได้ยากมาก) ที่จะทำให้ผลงานนี้เป็นผลงานชั้นยอดได้

เมื่อหลี่เจิงท่องบทกวีเก่าของตนจบ เสียงของเขาก็เปลี่ยนทำนองแล้วพูดราวกับหัวเราะเยาะตนเองว่า

ข้ามีเรื่องน่าอายหยากจะบอก แม้ตอนนี้เองที่ร่างกายของตนน่ารังเกียจเช่นนี้ บางทีข้าก็ยังฝันเห็นบทกวีของตนวางอยู่บนโต๊ะของคนชั้นสูงในฉางอานด้วย ความฝันขณะที่นอนอยู่ในถ้ำหินนะ หัวเราะเยาะข้าสิ หัวเราะเยาะชายน่าสมเพชผู้ไม่สมหวังเป็นกวีแต่กลายเป็นเสือแทน (หยวนซานหวนนึกถึงนิสัยประชดประชันตัวเองของหลี่เจิงในวัยหนุ่ม แล้วฟังอย่างเศร้าใจ) เอ้อ นอกจากหัวเราะแล้ว ลองแต่งกวีสดจากความรู้สึกนี้ด้วยดีกว่า ให้เป็นสิ่งแสดงว่าหลี่เจิงคนเดิมยังมีชีวิตอยู่ในเสือตัวนี้

หยวนซานสั่งให้ลูกน้องตนบันทึกบทกวีอีก บทกวีนี้กล่าวว่า

จู่ ๆ กลายเป็นสัตว์ป่าบ้าเตลิด
ทุกข์ภัยซ้ำ ๆ หลีกไม่ได้
วันนี้เขี้ยวเล็บใครกล้าสู้
วันนั้นชื่อผลงานล้วนรุ่งเรือง
ข้าเป็นสัตว์ป่าใต้พงหญ้า
เจ้านั่งรถม้าแสนฮึกเหิม
คืนนี้จันทร์ส่องต้องหุบภู
มิได้รำพันกลอนเพียงแค่เห่าหอนไป

ตอนนั้นจันทรายามเช้าส่องแสงเยือกเย็น หมอกขาวปกคลุมพื้นดิน ลมเย็นพัดผ่านระหว่างต้นไม้ป่าวประกาศว่ายามเช้าใกล้เข้ามาแล้ว มาถึงตอนนี้ผู้คนต่างลืมความพิสดารของเหตุการณ์ ครุ่นคิดถึงความโชคร้ายของกวีผู้นี้อย่างเงียบขรึม เสียงของหลี่เจิงพูดต่อ

ข้ากล่าวเมื่อครู่ว่าไม่รู้ว่าทำไมถึงมีชะตากรรมเช่นนี้ แต่พอคิดดูก็อาจจะมีเหตุก็ได้ ตอนที่ยังเป็นมนุษย์ข้าพยายามหลีกห่างความสัมพันธ์กับผู้คน ผู้คนกล่าวว่าตนหยิ่งผยองและสำคัญตัวผิด ที่จริงแล้วผู้คนไม่รู้ว่าส่วนใหญ่มันใกล้เคียงกับความอับอายเสียมากกว่า ปฏิเสธไม่ได้แน่ ๆ ว่าตนผู้ถูกเรียกว่ามีความสามารถผิดมนุษย์ที่บ้านเกิดจะไม่มีศักดิ์ศรีเลย แต่นั่นควรเรียกว่าเป็นศักดิ์ศรีอันขี้ขลาด ข้าคิดอยากจะมีชื่อเสียงจากบทกวี แต่ก็ไม่ออกหาครู ไม่หาเพื่อนกวีด้วยกันมาฝึกฝนพัฒนา แต่กลับกันข้าก็ไม่คิดอยากจะปะปนกับผู้คนทั่ว ๆ ไปอีก ด้วยความกลัวว่าในตัวข้าเองจะไม่มีพลอยจากฟ้าจึงไม่หมั่นเพียรขัดเกลา แต่ด้วยความเชื่ออย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ ว่าตนมีพลอยนั้นก็ทำให้ตนไม่สามารถเข้าพวกกับบรรดากระเบื้องได้ง่าย ๆ ข้าค่อย ๆ ถอยห่างจากโลก ห่างจากผู้คน ความขุ่นเคืองในใจและความโกรธด้วยความอายนั้นยิ่งทำให้ศักดิ์ศรีอันขี้ขลาดเติบโตขึ้น มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นผู้เลี้ยงสัตว์ป่าดุร้าย และสัตว์ป่าดุร้ายนั้นก็คือนิสัยใจคอของตนเองนั่นแล ในกรณีของข้าศักดิ์ศรีอันขี้ขลาดนี่แหละคือเจ้าสัตว์ป่าตัวนั้น คือเสือนี่เอง มันทำอันตรายต่อตน ทำให้ลูกเมียต้องทนทุกข์ ทำร้ายเพื่อนฝูง จนในที่สุดมันก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ของข้าเป็นเช่นนี้ให้เหมาะสมกับจิตใจตน พอลองนึกดูตอนนี้ ข้าก็ใช้ความสามารถที่ตนมีอันน้อยนิดไปอย่างสูญเปล่า มัวแต่พูดตักเตือนคนว่า ชีวิตคนนั้นยาวนานเกินกว่าจะไม่ทำอะไรแต่สั้นเกินกว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ แต่ขณะเดียวกันตนเองก็มีแต่ความกลัวอันขี้ขลาดว่าความสามารถอันไม่เพียงพอของตนจะถูกเปิดเผย และความขี้เกียจเกียจคร้านที่จะขัดเกลาตนเอง มีกวีมากมายที่มีความสามารถไม่เท่าตน แต่หมั่นขัดเกลาด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นกวีผู้มีความมั่นใจ ตอนนี้เมื่อตนกลายมาเป็นเสือ ในที่สุดก็ได้เข้าใจเรื่องนี้ เมื่อคิดเช่นนั้นตอนนี้ตนก็รู้สึกถึงความเสียดายที่แผดเผาจิตใจ ข้าไม่สามารถใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ได้อีกต่อไปแล้ว แม้ว่าตอนนี้จะแต่งบทกวีอันยอดเยี่ยมได้ในหัว แต่จะเผยแพร่มันได้อย่างไรกัน ยิ่งไปกว่านั้นนับวันหัวของตนก็ยิ่งเข้าใกล้เสือไปทุกวัน ข้าควรจะทำอย่างไรดี อดีตที่ใช้ได้อย่างสูญเปล่าล่ะ ทนไม่ไหว เวลาเช่นนี้ข้าจะปีนขึ้นหินผาบนยอดเขาแล้วแผดเสียงร้องไปยังหุบเขาไว้ผู้คน ข้าอยากร้องเล่าความเศร้าโศกที่แผดเผาจิดตใจนี้ให้ใครฟัง เมื่อคืนวานข้าก็ไปบนยอดเขาร้องหันหน้าให้ดวงจันทร์ อยากให้ใครได้เข้าใจความทุกข์ทรมานนี้ แต่บรรดาสัตว์ป่าเมื่อได้ยินเสียงของข้าต่างก็กลัวหมอบต่ำ ทั้งภูเขาทั้งต้นไม้ทั้งดวงจันทร์ทั้งเมฆหมอก ต่างก็คิดเพียงว่าเสือตัวหนึ่งโกรธแล้วแผดเสียงร้องเท่านั้น ไม่ว่าจะกระโจนขึ้นฟ้าหรือหมอบบนดินโอนครวญอย่างไรก็ไม่มีใครสักคนเข้าใจความรู้สึกของข้า เช่นเดียวกับตอนที่ยังเป็นมนุษย์และไม่มีใครเข้าใจจิตใจที่เจ็บปวดง่ายดายของตน หนังของข้าไม่ได้เปียกชื้นด้วยหมอกยามค่ำคืนเพียงอย่างเดียว

ในที่สุดความมืดรอบตัวก็เริ่มจางลง เสียงแตรบอกเวลารุ่งเช้าเริ่มดังก้องอย่างเศร้าโศกผ่านหว่างตนไม้จากที่ใดสักแห่ง

ได้เวลาบอกลาแล้ว เวลาเมามาย (เวลาที่กลับกลายเป็นเสือ) ใกล้เข้ามาแล้ว เสียงของหลี่เจิงกล่าว แต่ก่อนจะจากลาตนมีอีกสิ่งหนึ่งจะไหว้วาน อยากจะไหว้วานลูกเมีย พวกเขายังอยู่ที่กว๋อลเว่ ไม่มีทางรู้ชะตากรรมของข้าได้ เมื่อเจ้ากลับจากตอนใต้แล้วช่วยบอกพวกเขาหน่อยว่าข้าตายแล้ว ได้โปรดอย่าบอกเรื่องวันนี้กับพวกเขาอย่างเด็ดขาด คำขอร้องนี้คงมากเกินไป แต่หากเจ้าสงสารความไร้ที่พึ่งของพวกเขา แล้วช่วยเหลือไม่ให้พวกเขาต้องอดตายข้างทางถนน ก็ไม่มีบุญคุณเหนือไปกว่านี้ต่อข้าอีกแล้ว

เมื่อพูดจบก็มีเสียงร้องหอนดังมาจากพงหญ้า หยวนน้ำตาคลอแล้วตอบว่าจะทำตามคำขอร้องของหลี่เจิงด้วยความเต็มใจ แต่ทันใดนั้นเสียงของหลี่เจิงก็กลับกลายเป็นทำนองประชดประชันตนเองอีก กล่าวว่า

ที่จริงแล้วข้าควรขอร้องเรื่องนี้ก่อนอีกเลยหากข้าเป็นมนุษย์ ข้าเป็นชายผู้สนใจแต่วิชากวีครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของตนมากกว่าที่ลูกเมียจะอดตายหนาวตาย จึงกลายร่างมาเป็นสัตว์ป่าเช่นนี้

แล้วก็พูดเสริมว่า ระหว่างทางที่หยวนซานกลับจากหลิ่งหนาน ช่วยอย่าผ่านทางนี้อย่างเด็ดขาด เพราะตอนนั้นข้าอาจจะเมามายไม่เห็นว่าเจ้าเป็นเพื่อนเก่าแล้วกระโจนใส่ได้ นอกจากนั้นเมื่อจากกันตอนนี้แล้ว พอเดินไปถึงยอดเนินที่ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยก้าว ก็ได้โปรดหันหลังกลับมาดูตนหน่อย ช่วยดูรูปลักษณ์ของข้าตอนนี้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เพราะข้าอยากจะแสดงรูปลักษณ์อันอาจหาญ แต่อยากจะแสดงรูปอัปลักษณ์ เพื่อไม่ให้เจ้าเกิดความรู้สึกอยากกลับมาผ่านทางนี้เพื่อพบข้าอีก

หยวนซานกล่าวคำร่ำลาจากใจให้กับพงหญ้าแล้วขึ้นม้า จากพงหญ้าก็มีเสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาอย่างเศร้าโศกราวกับทนไม่ไหวแล้ว ด้านหยวนซานก็ออกเดินทางทั้งน้ำตาพลางหันกลับไปทางพงหญ้าหลายครั้ง

เมื่อคณะเดินทางถึงยอดเนิน พวกเขาก็หันหลังกลับตามที่ถูกขอ มองดูทุ่งหญ้าในป่าเมื่อครู่ ทันใดนั้น เสือตัวหนึ่งก็กระโจนออกมาบนถนนจากพงหญ้าแล้วมองดูพวกเขา เสือตัวนั้นเงยหน้าดูดวงจันทร์ที่ขาดแสงสีขาวไปแล้ว แล้วแผดร้องสองสามครั้ง ก่อนจะกระโจนกลับเข้าไปในพงหญ้า ไม่เผยโฉมตนให้เห็นอีก